การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

การทำความเข้าใจประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว AWC จึงนำกระบวนการ Double Materiality Assessment มาใช้เพื่อระบุ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การประเมินครอบคลุมการพิจารณาในสองมิติที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่ Impact Materiality ซึ่งประเมินผลกระทบทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของ AWC ต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า และ Financial Materiality ซึ่งประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานทางการเงิน มูลค่ากิจการ ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ และศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาว

ผลการประเมิน Double Materiality Assessment ถูกนำมาใช้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์ การตัดสินใจเชิงธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร การกำกับดูแลด้านความยั่งยืน การกำหนดเป้าหมาย การติดตามผลการดำเนินงาน และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อให้ประเด็นด้านความยั่งยืนของ AWC สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป้าหมายทางธุรกิจ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

กระบวนการประเมิน Double Materiality

AWC ดำเนินการประเมิน Double Materiality Assessment อย่างเป็นระบบ เพื่อระบุและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แนวโน้มการพัฒนาในอุตสาหกรรม ความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และบริบทการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อให้การประเมินสะท้อนประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ มีความโปร่งใส และสนับสนุนการสร้างคุณค่าในระยะยาว

การประเมินดำเนินการผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอนที่เป็นระบบ เพื่อระบุ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการกำหนดกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนและการสร้างคุณค่าในระยะยาวของ AWC

ขอบเขตการประเมิน

การประเมิน Double Materiality Assessment ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจของ AWC ทั้งธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน ธุรกิจค้าส่ง และโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ โดยพิจารณาทั้งกิจกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสด้านความยั่งยืนในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ตลอดกระบวนการประเมิน บริษัทฯ นำมุมมองและข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา เพื่อให้ประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญสะท้อนทั้งความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทิศทางการดำเนินธุรกิจ บริบทการดำเนินงาน และแนวโน้มด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้วยขอบเขตการประเมินที่ครอบคลุม AWC สามารถประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนได้อย่างรอบด้าน สนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การนำผลการประเมินไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ผลการประเมิน Double Materiality Assessment ถูกบูรณาการเข้ากับกระบวนการวางแผนธุรกิจ การกำกับดูแล และการตัดสินใจขององค์กร เพื่อให้ประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญได้รับการพิจารณาในทุกระดับของการดำเนินธุรกิจ อันนำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผลการประเมินถูกนำไปใช้ประกอบการบริหารจัดการและการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้กรอบ 3BETTERs
  • การกำกับดูแลด้านความยั่งยืน
  • การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management)
  • การวางแผนธุรกิจและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • การกำหนดเป้าหมายและการบริหารผลการดำเนินงาน
  • การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและการสื่อสารต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

การบูรณาการผลการประเมินเข้ากับกระบวนการบริหารจัดการขององค์กร ช่วยให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นไปอย่างสอดคล้องทั่วทั้งองค์กร สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และสังคม

ผลการประเมิน Double Materiality

การประเมิน Double Materiality Assessment ช่วยให้ AWC สามารถระบุประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาทั้งมิติของผลกระทบ (Impact Materiality) และมิติของผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ (Financial Materiality) ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ได้รับการระบุ ล้วนเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การสร้างคุณค่าในระยะยาว ตลอดจนผลกระทบของบริษัทฯ ที่มีต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

จากผลการประเมินในปัจจุบัน AWC ได้ระบุ 9 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Material Sustainability Topics) ซึ่งสะท้อนประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญสูงสุดต่อการดำเนินธุรกิจและการสร้างคุณค่าในระยะยาวของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะทบทวนการประเมิน Double Materiality Assessment อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประเด็นด้านความยั่งยืนยังคงสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ ความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และประเด็นด้านความยั่งยืนที่เกิดขึ้นใหม่

การยกระดับกรอบการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน

ต่อยอดจากผลการประเมิน Double Materiality Assessment AWC ได้ยกระดับการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน โดยพัฒนา กรอบการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน (Sustainability Management Framework) ซึ่งประกอบด้วย 12 ประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability Topics) ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างการกำกับดูแล กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบให้ชัดเจน และบูรณาการการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจในทุกระดับขององค์กร

กรอบการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนดังกล่าว ช่วยให้ AWC สามารถ

  • เสริมสร้างการกำกับดูแลและความรับผิดชอบในแต่ละประเด็นด้านความยั่งยืน
  • ส่งเสริมการบูรณาการและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
  • เชื่อมโยงการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนกับการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Management)
  • สนับสนุนการกำหนดเป้าหมาย การติดตามผลการดำเนินงาน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและการสื่อสารต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้ว่าการประเมิน Double Materiality Assessment จะช่วยระบุประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ 12 ประเด็นด้านความยั่งยืน ถือเป็นกรอบการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนขององค์กร ที่ช่วยให้การกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง การดำเนินงาน และการติดตามผลด้านความยั่งยืนเป็นไปอย่างเชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ประเด็นด้านความยั่งยืนของ AWC

จากผลการประเมิน Double Materiality Assessment AWC บริหารจัดการด้านความยั่งยืนผ่าน 12 ประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability Topics) ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งร่วมกันเป็น กรอบการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน (Sustainability Management Framework) ของบริษัทฯ เพื่อถ่ายทอดประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญสู่การกำกับดูแล การขับเคลื่อนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทั้งองค์กร

ภายใต้กรอบกลยุทธ์ 3BETTERs Framework ประเด็นด้านความยั่งยืนทั้ง 12 ประเด็น ทำหน้าที่เป็นกรอบในการบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจในทุกระดับขององค์กร พร้อมสนับสนุนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และสังคมในระยะยาว

Better Planet
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน
  • การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ
Better People
  • ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI)
  • อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดี
  • การพัฒนาชุมชนและการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม
  • สิทธิมนุษยชน
Better Prosperity
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
  • ห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
  • การกำกับดูแลกิจการ
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยี

การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การประเมิน Double Materiality Assessment เป็นกระบวนการที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องและพัฒนาไปพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจ ความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และบริบทด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บริษัทฯ ทบทวนการประเมินเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ประเด็นด้านความยั่งยืนที่เกิดขึ้นใหม่ และความคาดหวังของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลการประเมินยังคงเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร การกำกับดูแล การติดตามผลการดำเนินงาน และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อให้ประเด็นด้านความยั่งยืนของ AWC มีความสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ พร้อมสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจต่อประเด็นด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง AWC สามารถบริหารจัดการผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และสังคม

ประเด็นสำคัญและผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอก

ประเด็นสำคัญ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจ การประเมินผลกระทบ มูลค่าผลกระทบ (ล้านบาท) แหล่งอ้างอิง ประเภทของผลกระทบ ความสำคัญต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอก
เศรษฐกิจหมุนเวียน
ของเสีย 2,670.86 ตัน ถูกเบี่ยงเบนออกจากการฝังกลบ 100% ของทรัพย์สินที่เปิดดำเนินการ ต้นทุนทางสังคมของคาร์บอนจากการจัดการของเสีย: คำนวณจากปริมาณของเสียที่หลีกเลี่ยงการฝังกลบหรือกำจัดด้วยการฝังกลบ × ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการฝังกลบ (ตัน CO2e/ตันของเสีย) × ต้นทุนทางสังคมของคาร์บอน (SCC) 208 USD/ตัน CO2e (อัตราคิดลด 2%) 15.05 TGO Emission Factor (landfill), US EPA (2023), SCC 208 USD/tCO2e (2%) เชิงบวก การเบี่ยงเบนขยะออกจากหลุมฝังกลบช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนและ CO2 ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตัวชี้วัดนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมเชิงบวกของ AWC ต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ
ของเสีย 8,111.08 ตัน ถูกนำไปฝังกลบ 45.70 TGO Emission Factor (landfill), US EPA (2023), SCC 208 USD/tCO2e (2%) เชิงลบ การฝังกลบขยะก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การวัดเชิงปริมาณทำให้เห็นต้นทุนภายนอกที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรรับรู้
การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
524 ล้านบาทจากการจัดซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากผู้จัดหาในท้องถิ่น 60% ของทรัพย์สินที่เปิดดำเนินการ (22 โรงแรมจาก 37 ทรัพย์สิน) มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ส่งต่อโดยตรงสู่ผู้จัดหาในท้องถิ่นผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่น 524.00 รายงานความยั่งยืนปี 2568: ข้อมูลด้านการจัดซื้อในท้องถิ่นและการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ; ฐานข้อมูลการจัดซื้อของ AWC เชิงบวก การจัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่น ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคม โดยส่งต่อมูลค่าการใช้จ่ายไปยังผู้จัดหาในท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และผู้ผลิตในพื้นที่ เงินจำนวน 524 ล้านบาท ที่ใช้ในการจัดซื้อจากแหล่งในท้องถิ่น สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงที่หมุนเวียนอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น ซึ่งสนับสนุนการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
703 ล้านบาทจากการจัดซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากผู้จัดหานอกท้องถิ่น สำหรับสินค้าที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศ หรือมีข้อกำหนดเฉพาะด้านผลิตภัณฑ์ มาตรฐานคุณภาพ หรือข้อกำหนดของแบรนด์ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่อาจไม่คงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เนื่องจากความจำเป็นในการจัดหาสินค้าจากนอกท้องถิ่น 703.00 ฐานข้อมูลการจัดซื้อของ AWC; ระเบียบวิธีการจำแนกการจัดซื้อในท้องถิ่นของ AWC เชิงลบ แม้ AWC จะให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่นเป็นลำดับแรกเมื่อสามารถดำเนินการได้ แต่สินค้าบางประเภทมีความจำเป็นต้องจัดหาจากต่างประเทศหรือแหล่งนอกท้องถิ่น เนื่องจากข้อจำกัดด้านความพร้อมของสินค้า ข้อกำหนดด้านคุณภาพ หรือมาตรฐานของแบรนด์ ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจบางส่วนไม่หมุนเวียนอยู่ภายในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น และจำกัดโอกาสของผู้จัดหาในท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)