AWC ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระดับโลก ในการพัฒนา “โครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สู่ MONA Bangkok” เสริมศักยภาพกรุงเทพฯ สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน

10 กรกฎาคม 2569
  • AWC เดินหน้าพันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) พร้อมเปิดตัว World’s First Sustainable Cross-River Themed Cable Car (ธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก) ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งจะยังเป็นเคเบิ้ลคาร์แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก
  • พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว "MONA Bangkok" ณ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ที่เป็นความร่วมมือกับ MONA (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างศูนย์กลางศิลปะ วัฒนธรรม และประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟระดับโลก พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเสริมศักยภาพศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลก
  • ความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างนิยามใหม่บนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งอนาคต ด้วยการผสานนวัตกรรมการเดินทางอย่างยั่งยืน เข้ากับประสบการณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนอนาคตการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

กรุงเทพฯ 10 กรกฎาคม 2569 – บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร มีความยินดีอย่างยิ่งในการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ในการพัฒนาโครงการแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ณ เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ผ่านการพัฒนาสองโครงการสำคัญ ได้แก่ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” และ "MONA Bangkok" พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือกับ MONA (Museum of Old and New Art) จากประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยทั้งสองโครงการสะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ในการเดินหน้าสร้างเดสติเนชั่นที่ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน

ภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) AWC ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่การเป็น World-Class Sustainable Tourism and Lifestyle Destination โดยมี “โครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สู่ MONA Bangkok” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา โครงการนี้จะเป็น World’s First Sustainable Cross-River Themed Cable Car (ธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก) ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งจะยังเป็นเคเบิ้ลคาร์แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุด ประหยัดพลังงาน

และได้รับการออกแบบโดยไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เข้ากับโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แห่งใหม่ของ AWC บนถนนเจริญนครอย่างไร้รอยต่อ ด้วยระบบการเดินทางอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility Solution) เคเบิ้ลคาร์ ข้ามแม่น้ำนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงรูปแบบหนึ่งของการเดินทาง หากแต่ได้รับการออกแบบให้เป็น ศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) ที่เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Journey อันเต็มเปี่ยมด้วยศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม

เคเบิลคาร์นี้จะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง AWC และ MONA ผู้ก่อตั้ง Museum of Old and New Art ณ เมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย โดย MONA ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมจากทั่วทุกมุมโลกได้ในแต่ละปี

MONA (Museum of Old and New Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (Private Museum) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งโดย David Walsh เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะอันทรงคุณค่า ทั้งศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 ณ ย่านชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย โดย MONA ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนพื้นที่นำเสนอประสบการณ์การชมพิพิธภัณฑ์ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม และการออกแบบประสบการณ์เข้าด้วยกัน ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ MONA ยังมีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เรียกว่า “The O” มาใช้ในการนำชมแทนการติดป้ายอธิบายผลงานบนผนังแบบดั้งเดิม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถดื่มด่ำและค้นหาความหมายของชิ้นงานศิลปะแต่ละชิ้นได้อย่างเป็นส่วนตัว และสนุกสนานไปกับการสำรวจในแบบฉบับของตัวเองอย่างแท้จริง

MONA ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างสรรค์ "DarkLab" ที่มุ่งพัฒนาและนำเสนอโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี เทศกาล งานบริการ และการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ และอีเวนต์สาธารณะขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์เทศกาล ‘Dark Mofo’ การบริหารจัดการและสร้างสรรค์โปรแกรมการแสดง ณ โรงละคร ‘Odeon Theatre’ ไปจนถึงการพัฒนา ‘In The Hanging Garden’ ศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์กลางเมืองโฮบาร์ตที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี

MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของ MONA มาสู่บริบททางวัฒนธรรมของไทย ณ โครงการริมแม่นำเจ้าพระยาแห่งนี้ โดยไม่ได้มุ่งถ่ายทอดหรือจำลองพิพิธภัณฑ์จากเมืองโฮบาร์ตมายังกรุงเทพฯ หากแต่จะสร้างสรรค์ MONA Bangkok ขึ้นเพื่อสะท้อนคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมของประเทศไทยและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ผ่านการแลกเปลี่ยนและการมีส่วนร่วมกับศิลปิน เรื่องราว ผู้ชม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย ภายใต้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม MONA Bangkok จะเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและต่อยอดศิลปะ ณ กรุงเทพฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ MONA ในรัฐแทสเมเนีย เป้าหมายคือการสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง

“เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” และ "MONA Bangkok" จะร่วมกันสร้างแลนด์มาร์กระดับโลกแห่งใหม่ให้กรุงเทพมหานคร พร้อมกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และ ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านศิลปะร่วมสมัยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

การประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ ได้รับเกียรติจาก คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, คุณ Jeremy Rockliff มุขมนตรีแห่งรัฐแทสเมเนีย, คุณ Pablo Kang ว่าที่เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ตลอดจนผู้บริหารจาก MONA ผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า:

“AWC เรามุ่งมั่นภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) ด้วยรูปแบบการพัฒนาเดสติเนชั่นที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่การท่องเที่ยว ชุมชน และประเทศ โดยโครงการสำคัญนี้จะนับเป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ ที่ส่งมอบคุณค่าที่มีความหมายและความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่ผสานนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืนไว้ด้วยกัน

ด้วยความเชื่อมั่นว่า สถาปัตยกรรม และการออกแบบที่ดีสามารถเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสัมผัสและเชื่อมโยงกับคุณค่าและความหมายของพื้นที่ โครงการนี้จึงสะท้อนแนวคิดดังกล่าว ผ่านการผสาน ‘MONA Bangkok’ พื้นที่แห่งศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลก เข้ากับ 'เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา' เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการเดินทางอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

ความร่วมมือครั้งสำคัญกับ MONA ออสเตรเลียนี้ จะเป็นการร่วมสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ระดับโลก AWC ขอขอบคุณพันธมิตรทุกฝ่ายที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นร่วมกัน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมสร้างคุณค่าและประโยชน์ระยะยาวให้แก่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย อุตสาหกรรม และผู้คนในทุกภาคส่วน”

นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า:

“เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการพัฒนาเดสติเนชั่นแห่งนี้สู่ระดับโลก

'เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร' ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และ MONA Bangkok ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน

โครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระดับโลกที่ต่างมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง ทั้งด้านระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ศิลปะ วัฒนธรรม และการพัฒนาเดสติเนชั่น แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมองค์ความรู้เฉพาะทางจากหลากหลายอุตสาหกรรมและจากผู้เชี่ยวชาญในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่ต่างพร้อมร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับกรุงเทพมหานคร

ด้วยการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ศิลปะอิมเมอร์ซีฟ วัฒนธรรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และความบันเทิงไว้ในพื้นที่เดียว เรากำลังร่วมสร้างเดสติเนชั่นที่โดดเด่น ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน”

นายเดวิด วอลช์ ผู้ก่อตั้ง MONA กล่าวว่า:

“ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา เราทุ่มเทให้กับการศึกษาและพัฒนาแนวคิดใหม่ในการสร้างประสบการณ์พิพิธภัณฑ์ และความร่วมมือกับ AWC ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ดังกล่าวมาสู่กรุงเทพมหานคร หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก”

นายลีห์ คาร์ไมเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DarkLab ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และหัวหน้าโครงการ MONA Bangkok กล่าวว่า:

“MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ MONA มาตีความใหม่ในบริบทที่ต่างจากเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ดำเนินตามรอยใคร เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ในโฮบาร์ต โดยเราจะนำเสนอผลงานจากศิลปินชั้นนำระดับสากล ควบคู่กับการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินไทย ผู้ชม และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

ขณะที่แนวคิดเรื่องแสงจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ โดยจะถูกนำมาสำรวจและตีความทั้งในฐานะปรากฏการณ์ทางกายภาพและสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจ ความหวัง และการเชื่อมโยงผู้คน ซึ่งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตและประเพณีทางวัฒนธรรม เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมพัฒนาโครงการนี้ไปพร้อมกับพันธมิตรและชุมชนนักสร้างสรรค์ของไทย

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยพลัง มีกลุ่มผู้ชมที่พร้อมเปิดรับ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ AWC ในเมกะโปรเจกต์อันน่าตื่นเต้นนี้ และตั้งตารอคอยที่จะได้พบปะกับเหล่าศิลปิน ดีไซเนอร์ รวมถึงนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพื่อร่วมออกเดินทางครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน”

ย้อนกลับ