บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) (“AWC”) ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์แบบบูรณาการระดับชั้นนำ โดยให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โดยกลุ่มธุรกิจหลักของ AWC แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมีธุรกิจโรงแรมเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลัก

ด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ AWC ร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติเพื่อบริการจัดการโรงแรมที่เป็นที่มีชื่อเสียง ได้แก่ กลุ่มโรงแรม แมริออท อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, เลอ เมอริเดียน, เชอราตัน, คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท, บันยันทรี, ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส, ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน, มีเลีย และ ดิ โอกุระ

AWC มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของโรงแรมในเครือ สนับสนุนให้บริษัทในเครือนำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนของแบรนด์โรงแรมแต่ละแห่งมาใช้เพื่อมุ่งสู่เส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ AWC

โครงการริเริ่มด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

“เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นรูปแบบเศรษฐกิจโลกที่แยก “การเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ออกจาก “การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด” ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และวัสดุต่าง ๆ ให้มีประโยชน์และเกิดมูลค่าสูงสุดตลอดเวลา”

ความมุ่งมั่นของกลุ่ม AWC ในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตัวขับเคลื่อนธุรกิจ: AWC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

  • โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยสามารถสร้างขยะจำนวน 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีขยะทิ้งสู่สิ่งแวดล้อมจำนวนถึง 28 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการจัดการขยะที่ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ การขาดแคลนแหล่งอาหารอันเนื่องมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดการสูญเปล่าทั้งในด้านธุรกิจและศีลธรรม
  • ดังนั้น AWC ได้ริเรื่มการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเหล่าดังกล่าว ผ่านส่งเสริมรูปแบบการสร้างใหม่ของการใช้ประโยชน์-ผลตอบแทน แนวคิดนี้ยังรวมถึงแนวทางของ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การแยกขยะ และการกำจัดขยะอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ป็นที่ทราบกันดีว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีการใช้พลังงานอย่างมากทั้งในการก่อสร้างและดำเนินธุรกิจ AWC เข้าใจและรับทราบในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2563 บริษัทได้ดำเนินโครงการประหยัดพลังงาน (Energy Saving Initiatives: ESIs) เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัทเน้นที่ระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง หรือ Heating, Ventilation, and Air-conditioning (HVAC) ประกอบด้วย หน่วยทำความเย็น หน่วยส่งจ่ายลมเย็น (Air Handling Unit: AHU) คอยล์เย็น และพัดลมระบายอากาศ ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าถึงร้อยละ 60 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด การปรับปรุงระบบปรับอากาศเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมหน่วยทำความเย็น โดยการใช้ระบบอัลกอริธึมควบคุมการทำงานแบบที่สามารถปรับเองได้ ทำให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โครงการนำร่องเริ่มดำเนินการในสถานประกอบการ 4 แห่งที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ได้แก่ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ แอทธินีทาวเวอร์ เอ็มไพร์ทาวเวอร์ และพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน ทั้งยังมีแผนขยายโครงการประหยัดพลังงานให้ครอบคลุมสถานประกอบการของบริษัททุกแห่งต่อไป

นอกจากโครงการประหยัดพลังงานที่กล่าวข้างต้น บริษัทได้หาแนวทางอื่น ๆ เพื่อลดการใช้พลังงานร่วมด้วย โดยได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นแบบแอลอีดี (LED) ในสถานประกอบการทุกแห่งใน 4 หน่วยธุรกิจ จนถึงปี 2563 ได้ดำเนินการไปแล้วในสถานประกอบการ จำนวน 20 แห่ง รวมถึงกำลังดำเนินการสำรวจและออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อสายส่ง (Solar Rooftop) บนดาดฟ้าของสถานประกอบการ จำนวน 8 แห่ง นอกจากนี้ แนวคิดการอนุรักษ์พลังงานสำหรับโครงการใหม่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินอาคารสีเขียว (LEED ) โดยจะนำร่องที่โครงการ อะ สยาม เอเชียทีค ดิสทริคท์ แบงค็อก และ อคาวร์ทีค ดิสทริคท์ พัทยา เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังวางแผนที่จะให้สถานประกอบการแห่งใหม่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น LEED และ WELL2 อีกด้วย

โครงการประหยัดพลังงานข้างต้นที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในปี 2563 ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 11,370,826 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (เทียบเท่ากับการใช้พลังงาน 40,934,973.60 เมกะจูล) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 8,039.63 ตัน-คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับระบบเดิม บริษัทเชื่อว่าการดำเนินมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องในปี 2564 จะสามารถลดการใช้พลังงานลงได้อีกประมาณร้อยละ 1.98 (เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของโครงการประหยัดพลังงานในปี 2562 เป็นพื้นฐาน)

การลดการใช้พลังงาน

(kWh)

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

(kgCO2e)
เชิงพาณิชย์
ขายปลีก
โรงแรม

1 LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)
2 WELL (WELL Building Standard)

การจัดการของเสีย

การสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (FLW) แสดงถึงการขาดความรับผิดชอบทางสังคมและต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากผลกระทบของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและต่อความมั่นคงด้านอาหารของโลก

AWC ตระหนักดีว่า การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร มีความจำเป็นและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ข้อ 12.3 โดยพยายามให้ "ภายในปี 2573 สามารถลดปริมาณขยะอาหารทั่วโลกต่อหัวในระดับค้าปลีกและระดับผู้บริโภคลงครึ่งหนึ่ง และลดการสูญเสียอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การผลิต รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว”

ด้วยเหตุนี้ AWC จึงให้ความสำคัญต่อการช่วยลดความหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการ ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกที่มีสาเหตุมาจากขยะอาหาร

ความมุ่งมั่นและเป้าหมายของทั้งเครือบริษัท

ที่ AWC เราให้ความสำคัญต่อการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร โดยรวมและการใช้ต้นแบบการหมุนเวียนทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าของโรงแรมในเครือ ด้วยเหตุนั้น เราจึงสนับสนุนให้โรงแรมในเครือใช้และปฏิบัติตามพันธะสัญญาเฉพาะด้าน การสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ที่ประกาศโดยแต่ละแบรนด์โรงแรม

กลุ่มโรงแรมในเครือ บันยันทรี

กลุ่มโรงแรมในเครือ บันยันทรี มีเป้าหมายระยะยาวที่จะลดขยะอาหารลง 30% และเปลี่ยนจากการฝังกลบ 50% ภายในปี 2568 โดยจะลดขยะอาหารลง 50% และเปลี่ยนจากการฝังกลบเป็น 100% ภายในปี 2573

กลุ่มโรงแรมในเครือ ฮิลตัน

กลุ่มโรงแรมในเครือ ฮิลตัน มุ่งมั่นที่จะลดขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2573

กลุ่มโรงแรมในเครือ แมริออท

กลุ่มโรงแรมในเครือ แมริออท มุ่งมั่นที่จะลดขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2568

รายงานความคืบหน้าการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร (FLW) ประจำปี 2563

โครงการริเริ่มด้านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Packaging):

  • ใช้ขวดหัวปั๊มขนาดใหญ่แทนการใช้ขวดแชมพู ครีมนวดผม และเจลอาบน้ำแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับห้องอาบน้ำภายในห้องพัก
  • ตั้งเป้าที่ในการงดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น การงดใช้หลอดพลาสติก ไม้คนเครื่องดื่ม และไม้จิ้มค็อกเทล และเลิกใช้ขวดน้ำดื่มแบบพลาสติกสำหรับการประชุมและงานกิจกรรมต่าง ๆ
  • ส่งเสริมให้ใช้วัสดุทดแทนพลาสติก เช่น ใช้กะลามะพร้าวเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่ม ใช้ไม้ไผ่เป็นภาชนะใส่อาหาร ผ้าตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแทนถุงพลาสติก

ร้านค้า reConcept store

AWC ตั้งใจให้ร้าน reConcept store มีการส่งเสริมการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาใช้ใหม่พร้อมเพิ่มมูลค่า (Upcycling) ให้กับเฟอร์นิเจอร์เก่าและวัสดุเก่าโดยทำการออกแบบใหม่ให้เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้แล้ว ของสะสมสำหรับตกแต่ง เครื่องใช้และงานฝีมือแทนการนำสิ่งของดังกล่าวไปทิ้ง ทั้งนี้ AWC จะมอบรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายสินค้ารีไซเคิลให้แก่มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล (AWFC)

ความหลากหลายทางชีวภาพ

เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อา0ส่งผลต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ AWC จึงตระหนักถึงผลดังกล่าว และมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพที่มีค่าในถิ่นที่อยู่อาศัยในแหล่งธรรมชาติ

เต่าทะเลวางไข่บนหาดของโรงแรมบันยันทรี สมุย

เต่าตนุถูกจัดให้อยู่ในบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (International Union of Conservation of Nature’s: IUCN) ว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) และเป็นที่ทราบกันดีว่า เต่าตนุจะวางไข่เฉพาะบนชายหาดที่เงียบสงบและห่างไกลผู้คน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2563 โรงแรมบันยันทรี สมุย พบเต่าตนุ จำนวน 1 ตัว วางไข่ที่หน้าชายหาดโรงแรม จำนวน 5 รัง รวมเป็นไข่มากกว่า 600 ฟอง

รังเต่าตนุถูกพบบนชายหาดสมุยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี และเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเต่าตนุ ทางโรงแรมได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ศูนย์วิจัยชุมพร) ทำการเคลื่อนย้ายไข่ (จำนวน 2 รัง จาก 5 รัง) ให้สูงกว่าระดับน้ำทะเล และสร้างพื้นที่อนุบาลไข่เต่าเพื่อป้องกันสัตว์นักล่าก่อนที่ไข่จะฟักตัว ในเดือนพฤษภาคม 2563 มีเต่าตนุที่ฟักไข่ได้สำเร็จ จำนวน 269 ตัว และเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ โรงแรมบันยันทรี สมุย ได้ระงับโครงการก่อสร้างทุกประเภทตลอดแนวชายหาด และทำงานเพื่อป้องกันแนวปะการังในพื้นที่ ทั้งยังเฝ้าติดตามการทำรังของเต่าทะเลตามแนวชายหาดโดยหวังว่าจะมีเต่ากลับมาทำรังมากขึ้น